LPG พลังงานบริสุทธิ์

พลังงานที่มีการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

LPG (Liquefied Petroleum Gas) เป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่ได้จากการแยกน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมัน และได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวจะให้ค่าความร้อนที่สูงเพราะประกอบไปด้วย โพรเพน (Propane) และบิวเทน (Butane) มีสูตรทางเคมี C3H8 +C4H10 ซึ่งมีคุณสมบัติในการเป็นเชื้อเพลิงติดไฟง่าย และเป็นพลังงานที่มีการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ก๊าซ LPG ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายให้เป็นพลังงานทางเลือกที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง

LPG เป็นพลังงานที่ได้มาจากการกลั่นน้ำมันดิบ (Crude Oil) และแยกก๊าซธรรมชาติ
LPG เป็นพลังงานที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
LPG มีสถานะเป็นได้ทั้งของเหลวและก๊าซ มีน้ำหนักเบากว่าน้ำแต่หนักกว่าอากาศ
LPG ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น จึงมีการเติมสารเอทิลเมอแคบแทน (ETHYL MERCAPTAN) เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้กรณีเกิดก๊าซรั่ว
LPG เป็นพลังงานทดแทนที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง
LPG สามารถแปรสภาพจากของเหลวโดยการขยายตัวเป็นก๊าซถึง 250 เท่า

LPG (Liquefied Petroleum Gas) เป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่ได้จากการแยกน้ำมันดิบในโรงกลั่น น้ำมันและได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติ มีสถานะเป็นได้ทั้งของเหลวและก๊าซ สามารถแปรสภาพจากของเหลว โดยขยายตัวเป็นก๊าซได้ถึง 250 เท่า น้ำหนักเบากว่าน้ำ แต่หนักกว่าอากาศ มีคุณสมบัติให้ค่าความร้อนสูง เพราะมีส่วนประกอบของโพรเพน (Propane) และ บิวเทน (Butane) ซึ่งมีคุณสมบัติติดไฟได้ง่าย ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็นพลังงานที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง ด้วยคุณสมบัติที่สามารถเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็นพลังที่สะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย

แหล่งที่มาของก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)

1. ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งจะได้ก๊าซโปรเปนและบิวเทนประมาณ 1-2% แต่ก่อนที่จะนำ น้ำมันดิบเข้ากลั่น ต้องแยกน้ำและเกลือแร่ที่ปนอยู่ออกเสียก่อน หลักจากนั้นนำน้ำมันดิบมาให้ความร้อนจนมีอุณหภูมิประมาณ 340-400 OC จากนั้นจะถูกส่งเข้าสู่หอกลั่น ซึ่งภายในประกอบด้วยถาด (tray) เป็นชั้น ๆ หลายสิบชั้น ไอร้อนที่ลอยขึ้นไป เมื่อเย็นตัวลงจะกลั่นตัวเป็น ของเหลวบนถาดตามชั้นต่าง ๆ และจะอยู่ชั้นใดขึ้นอยู่กับช่วงจุดเดือนต่ำจะลอยขึ้นสู่เบื้องบนของหอกลั่นคือไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซ (LPG รวมอยู่ในส่วนนี้ด้วย) ส่วนไฮโดรคาร์บอนที่มีจุดเดือนปานกลางและสูงก็จะแยกตัวออกมาทางตอนกลางและตอนล่างของหอกลั่น ซึ่งได้แก่แนพทา (naphtha) น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล และน้ำมันเตา ตามลำดับ

ไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซที่ออกจากด้านบนของหอกลั่นรวมเรียกว่า “ก๊าซปิโตรเลียม” ซึ่งประกอบด้วยส่วนผสมของ ก๊าซไฮโดรคาร์บอนที่มีคาร์บอน 1 อะตอม ถึง 4 อะตอมและมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไนโตรเจน (N2) ไฮโดรเจน (H2) และอื่น ๆ ปนอยู่ จำเป็นต้องกำจัดหรือแยกออกโดยนำก๊าซปิโตรเลียมผ่านเข้าหน่วยแยกก๊าซแอลพีจี (gas recovery unit) เพื่อแยกเอาโปรเปนและบิวแทน (หรือแอลพีจี) ออกมา จากนั้นแอลพีจีจะถูกส่งเข้าหน่วยฟอก ซึ่งใช้โซดาไฟ (caustic soda) เพื่อแยกเอากรด (acid gas) เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออก หลังจากนั้นแอลพีจีจะถูกส่งไปเก็บในถังเก็บและมีสภาพเป็นของเหลวภายใต้ความดัน

2. ได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะมีก๊าซโปรเปนและบิวเทนในก๊าซธรรมชาติประมาณ 6-10% ก๊าซธรรมชาติ ที่นำขึ้นมาจะส่งเข้าสู่โรงแยกก๊าซ (gas separation plant) เพื่อทำการแยกเอาสารไฮโดรคาร์บอนที่มีอยู่ในก๊าซธรรมชาติ ออกเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ คือ มีเทน (methane) อีเทน (ethane) โปรเปน (propane) บิวเทน (butane) แอลพีจี (liquefied petroleum gas) และก๊าซโซลีนธรรมชาติ (natural gasoline , NGL)

กระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติ เริ่มต้นด้วยการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และน้ำที่เจือปน อยู่ในก๊าซธรรมชาติออก ก่อน โดยกระบวนการ Benfield ซึ่งใช้โปตัสเซียมคาร์บอเนต (K2CO3) เป็นตัวจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และกระบวนการดูดซับ (absorption process) โดยใช้สารจำพวก molecular sieve ซึ่งมีลักษณะเป็นรูพรุน ทำหน้าที่ดูดซับน้ำ ก๊าซธรรมชาติที่แห้งจากหน่วยนี้จะผ่านเข้าไปใน turbo-expander เพื่อลดอุณหภูมิจาก 250OK เป็น 170OK และลดความดันลง จาก 43 บาร์ เป็น16 บาร์ก่อนแล้วจึงเข้าสู่หอแยกมีเทน (de-methanizer) มีเทนจะถูกกลั่นแยกออกไป และส่วนที่เหลือคือส่วนผสมของ ก๊าซไฮโดรคาร์บอนที่มีคาร์บอนตั้งแต่ 2 อะตอมขึ้นไป (ethane plus stream) ซึ่งอยู่ในสถานะของเหลวและจะออกทางส่วนล่างของหอ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของเหลวหอดังกล่าวจะถูกนำเข้าสู่หอแยกอีเทน (de-ethanizer) และหอแยกโปรเปน (de-propanizer) เพื่อแยกอีเทนและโปรเปนออกตามลำดับต่อไป ในหอแยกโปรเปนนี้ โปรเปนจะถูกแยกออกทางด้านบนของหอ ส่วนแอพีจี ซึ่งเป็นส่วนผสมของโปรเปนและบิวเทนจะถูกแยกออกมาจากส่วนกลางของหอ และส่วนผลิตภัณฑ์ที่ออกจากหอทางด้านล่างคือ ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (natural gasoline)

ช่องทางการจัดจำหน่าย

WP Energy จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ก๊าซให้แก่กลุ่มลูกค้า 5 ประเภท ได้แก่ กลุ่มโรงบรรจุ กลุ่มสถานีบริการ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มพาณิชยกรรมและกลุ่มร้านค้าแก๊ส โดยแบ่งขนาดในการจำหน่าย ออกเป็น 2 ขนาด คือ

1) ถังบรรจุก๊าซขนาดใหญ่ (Bulk) คือ การบรรจุก๊าซ LPG ใส่ในถังบรรจุขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บนรถบรรทุกก๊าซ และจากนั้นจะถ่ายก๊าซดังกล่าว ลงใส่ถังบรรจุขนาดใหญ่ (Bulk) ที่ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ของคู่ค้า อันได้แก่ สถานีบริการ โรงบรรจุ และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มีความต้องการใช้ก๊าซ LPG ปริมาณมาก

2) ถังบรรจุก๊าซขนาดย่อม (Cylinder) คือ การบรรจุก๊าซ LPG ใส่ในถังบรรจุขนาดย่อม ซึ่งให้บริการทั้งหมด 4 ขนาด ได้แก่ 4 ก.ก. 13.5 ก.ก. 15 ก.ก. และ 48 ก.ก. จึงทำให้ WP Energy สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานของกลุ่มคู่ค้า แต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม

รวม 6,097,691 ถัง

ขั้นตอนการบรรจุก๊าซ LPG เพื่อจัดจำหน่ายของ WP Energy

WP Energy รับก๊าซ LPG จากผู้ผลิตโดยผ่านการขนส่ง 2 ช่องทาง ได้แก่ ทางเรือ และทางรถ

ทางเรือ

WP Energy มีท่าเรือรองรับการขนถ่ายก๊าซ LPG อย่างครบวงจร และมีความปลอดภัยสูงในระดับสากล ดำเนินงานโดยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ

เมื่อได้รับการขนถ่ายก๊าซ LPG ผ่านท่อขนส่งทางเรือ จะนำก๊าซไปเก็บไว้ที่คลังเก็บก๊าซ โดยใช้เทคโนโลยีการจัดเก็บก๊าซที่ทันสมัย ซึ่งสามารถรองรับการสำรองก๊าซ LPG ได้อย่างเพียงพอ เพื่อเตรียมนำก๊าซออกจัดจำหน่ายต่อไป

ทางรถ

การขนส่งทางรถบรรทุกก๊าซ ดำเนินงานโดย บริษัทในเครืออย่าง บริษัท อีเกิ้ล อินเตอร์ทรานส์ จำกัด ซึ่งดำเนินงานด้วยมาตรฐานความปลอดภัยด้านการขนส่งในระดับสากล

บริษัท อีเกิ้ล อินเตอร์ทรานส์ จำกัด มีระบบขนส่งที่ทันสมัยได้มาตรฐาน โดยนำระบบ GPS และระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ระดับสูงมาใช้ตรวจสอบตลอดเส้นทางการขนส่ง ทำให้การรับและนำส่งก๊าซไปยังคู่ค้า ตรงต่อเวลาและมีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด